2007/Jan/18

"ออกจากกรุงเทพฯ~!"
หลังจากที่ ห่างหายไปจากการวุ่นวายกับบล็อกอยู่พักใหญ่ เพราะงานเยอะมากมาย จริงๆ งานก็ไม่เยอะอะไรมากหรอก แค่พยายามจะปิดงานให้ทันวันที่จะไปเท่วเชียงรายก็แค่นั้นเอง เอิ้กๆๆๆๆ อยากไปมานานนนนมากก ถึงมากที่สุด ทั้งวัดร่องขุ่น ทั้งภ้าชี้ฟู ภูชี้ฟ้า แม่สาย แล้วก็จัดการกับงานเสร็จสรรพ เก็บข้าวของ รอหนีงานไปเท่วอย่างเดียวเท่านั้น พอถึงเวลาก็ชิ่งเลย ด้วยความตื่นเต้น พี่แกล่อออกมาจากออฟฟิตตอนบ่าย 3 (ไม่รู้จะรีบออกมาทำแมวอะไรเร็วขนาดนั้น) ก็คือนัดพวกไว้ที่หมอชิต แต่ปัญหาคือ ไปไม่เป็นครับท่าน~ เพื่อเป็นการกันตกรถ จึงต้องออกมาเผื่อเวลาไว้ก่อน กันหลง และด้วยความกลัวหลง + ความโง่ส่วนตัวเล็กน้อย จึงพาตัวเองไปตั้งหลักที่อนุสาวรีย์ และขึ้นรถมาตามที่เพื่อนบอก คือสาย 77 และด้วยความกลัวหลงอีกเช่นกัน ทำให้การนั่งรถเมล์ครั้งนี้ ไม่มีอาการง่วงแต่อย่างใด พาตัวเองมาถึงหมอชิตจนได้
แต่พอมาถึงหมอชิต จากเด็กกรุงเทพฯ หน้าตาดี ก็กลายเป็นเด็กบ้านนอก (ยังคงหน้าตาดีอยู่เช่นเดิม) งงเลยครับท่าน ไปไม่เป็น ตั้งแต่เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ ก็เพิ่งรู้ว่า หมอชิตมันใหญ่โตอลังการงานสร้างอะไรขนาดนี้ เดินเอ๋อกับสถานที่พลางหาที่นั่งกับที่ทิ้งขยะในมืออยู่พักใหญ่... พอพูดถึงเรื่องที่ทิ้งขยะก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ผู้ว่า กทม. ท่านเอาเงินภาษีไปผลานเล่นแบบโง่ๆ ซะแล้วครับ กะอีแค่ถังขยะพลาสติกใส มันจะช่วยกันระเบิดได้ซักเท่าไหร่ แค่มันเอาระเบิดยัดไปในถุงขนมขวดน้ำรวมๆ กันซักสองถามถุง มันก็ยังบึ้มได้อยู่ดี แล้วอีกอย่างถังขยะพลาสติก ถ้าตั้งกลางแดด ก็ไม่เกิน 2 เดือนอ่ะ มองไม่เห็นข้างในแน่ ทั้งความซกมก ทั้งความเสื่อมในตัวพลาสติกเอง โคตรจะผักชีโรยหน้าชิบหัย ..... แต่ก็ช่างมันๆ เอาไว้ก่อนๆ เกือบนอกประเด็นซะละ กลับมาที่หมอชิตกันต่อ
หลังจากที่หาที่นั่งกับที่วางขยะในมือได้แล้ว ก็หย่อนแก้มก้นลงแนบพื้น เพื่อที่จะนั่งพัก แต่ก็นะ ไม่ถึง 10 นาที พวกมาถึงแร้ววววว โอ้ว มาเร็วมาก~ ก็เดินดุ่ยๆ ด้วยความลัลล้าเป็นพิเศษ~ หลังจากที่ไม่ได้เห็นหน้าเห็นตากันนาน ก็นั่งคุยไปกินข้าวไปกันซักพัก พอใกล้เวลารถออก ก็พากันเดินตะลุยฝ่าฝูงคนไปขึ้นรถทัวร์ แต่แล้ว!!! ก็ต้องตกตะลึงเป็นครั้งที่สอง เมื่อเห็นที่จอดรถทัวร์ ยาวเป็นกิโล (อันนี้ก็เวอร์ไปนิด) ตั้งแต่เกิดมาจากท้องหม่อมพ่อหม่อมแม่ ก็ไม่เคยเห็นอีกแล้วครับท่าน!!!!!! แล้วก็เดินอึ้งดุ่ยๆ ตามหลังเพื่อนขึ้นรถไป~
หลังจากที่ขึ้นรถมาแล้ว ก็นั่งคึกอยู่พักใหญ่ๆ คึกไปคึกมา ชักเหนื่อย รถก็แล่นมาได้ไกลพอสมควร ก็ได้เวลางีบ ก็หลับๆ ตื่นๆ เรื่อยๆ ตลอดทาง เพราะรถเค้าเปิดหนังที่มีกลิ่นอายสีม่วงเจือจางอยู่ 3.487% แต่นั่นมันก็มากพอที่จะทำให้เพื่อนๆ มันกรี๊ดกร๊าดรื่นเริงกันจนผมตื่นได้ -__-' ไม่รู้มันจะอะไรกันนักหนา แค่ผู้ชายกอดกันด้วยมิตรภาพ มันก็เหมาเอาเป็นโฮโมไปซะและ =_____='' บร้าที่สูด

"ถึงเชียงรายแว่ว~! (วันที่ 1)"
แล้วเวลาก็ผ่านล่วงเลยไป จนมาถึงเชียงราย ก็นั่งมองบรรยากาศยามเช้าของเชียงรายมาเรื่อยๆ ตลอดทาง ก็เหลือบไปเห็นป้ายบอกอุณหภูมิ ดิจิตอล ที่มันบอกผมว่า ณ เวลานั้น อากาศมันอยู่ที่ 10 กว่าองศา!!! ก็ช็อคกับตัวเลขที่เห็นไปพักนึง ในใจก็คิดว่า มันเย็นขนาดนั้นเลยหรอวะ เพราะพี่ที่ออฟฟิตเค้าเป่าหูมาว่า มันร้อนพอๆ กับเชียงใหม่แหละ ไม่ต้องเอาเสื้อกันหนาวไปหรอกหนักเปล่าๆ ดีนะที่ไม่ได้เชื่อพี่ๆเค้ามาก -___-'' แล้วรถก็แล่นมาจนถึงแม่สาย เพราะกะว่าตอนแรกเราจะไปขึ้นดอยแม่สลองกันก่อน แต่ตอนนั่งรถมามันก็คุ้นๆ อยู่นะว่าดอยแม่สลองมันใกลจากแม่สายอยู่เหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไรมากมาย เพราะมัวแต่มายืนพ่นควันอยู่อย่างเมามัน โดยที่ปล่อยให้สองพี่น้องกู๋ กับพี่กุ่ง ที่เป็นเจ้าถิ่น เจรจากับรถสองแถวเพื่อที่จะไปแม่สลองกัน ซึ่งทั้งสองก็เจรจากันอยู่นานพอสมควร ฟังออกมั่งไม่ออกมั่ง เพราะเป็น SVCD เลยไม่มีซับเปิดให้ดู ก็เลยไม่รู้เรื่อง ยังคงพ่นควันต่อไป และแล้วทั้งคู่ก็คุยเสร็จ ก็เลยเดินมาเจรจากันว่า จะเอาเช่นไร เพราะดอยแม่สลองมันก็ไกลจากที่นี่มาก และทางมันก็ชั้นชัน~ เค้าเลยเรียก 1700 (น่าจะใช่มั้ง ถ้าจำไม่ผิด) พอได้ยินราคาก็สะอึกกันไปตามๆ กัน ก็เลยตกลงกันว่าจะเปลี่ยนแผนย้ายไปเดินที่แม่สายยามเช้าแทน
ซึ่งพอเหมารถแล้วเดินเข้าไปในแม่สายก็ค้นพบความจริงที่ว่า "มิมีร้านค้าใด บ้าจี้เปิดขายตั้งแต่ 7 โมง" ก็เลยเดินๆ ดูๆ เล็งๆ กันไว้ เดินไปเดินมา ก็เริ่มหิวกัน ซึ่งแน่นอนว่า กองทัพนั้นต้องเดินด้วยท้อง เลยพากันเดินหา"ร้านอะไรซักอย่าง" ที่มันขายอะไรก็ได้กินกัน ... แล้วก็ไปเจออยู่ร้านนึง ซึ่งเป็นร้านบะหมี่ หรืออีกนามหนึ่งที่เรียกกันในกลุ่มว่า "ก๊ะเต๋ว" ซึ่งถูกบัญญัติ และนำมาใช้โดยเพื่อนอีกคนที่มีนามว่า ฟู =__='' ก็ให้เข้าใจกันว่า "ก๊ะเต๋ว" คือ "ก๋วยเตี๋ยว" นั่นเอง~ พอเจอร้านกันแล้ว ก็พากันแห่เข้าไปนั่ง แล้วก็ต่างคนต่างสั่งกันด้วยความหิวโหยเหมือนกับซอมบี้ไม่ได้เจอเนื้อสดมา 3 ปี ซึ่งร้านนี้มีบะหมี่คากิ ด้วย โอ้ว แม่เจ้าาา~ ตกตะลึงตึงโป๊ะมาก แล้วระหว่างที่รออาหารที่แต่ละคนสั่งไปนั้น ก็มีเสียงตะโกนมาจากหลังร้านที่เป็นภาษาจีน (มั้ง) ว่า "อ้วนลี่ๆๆๆ" กู๋ก็หันควับเลย เพราะกู๋ก็เรียกแม่ของกู๋ว่า "อ้วนลี่" เช่นกัน ก็งงกันอยู่พักใหญ่ว่า ตกลงว่าคำว่า "อ้วนลี่" มันมีจริงๆ เหรอ เพราะเห็นกู๋บอกว่าตั้งขึ้นมาเรียกแม่ตัวเองเล่นๆ นั่ง งง กันได้ซักพัก พายุคำว่า "อ้วนลี่" ก็ลอยผ่านไปผ่านมาให้ฟังเพลินๆ อย่างไม่ขาดสาย
พอก๊ะเต๋วถูกยกมาวาง ด้วยหน้าตาที่มันน่ากิ้น น่ากิน ซึ่งปกติแล้ว ผมจะเป็นคนที่ต้องซัดเครื่องปรุงลงไปก่อนโดยที่ไม่ชิม แต่มาคราวนี้ หน้าตาของก๊ะเต๋ว มันเหมือนกับจะบอกเป็นนัยๆ ว่า "อย่าเพิ่งปรุงน้า ลองกินกุก่อน~ นะๆๆๆๆ" ก็เลยสนองมันซะ ซัดฮวบเข้าปากไปหนึ่งคำ อยากจะบอกว่าอร่อยเชฟ จนแทบจะเก็บรีแอคชั่นไม่อยู่ ถ้าเก็บไม่อยู่มันก็คงออกมาเป็น (กรุณาจินตนาการตาม) ลุกพรวดขึ้นมาจากโต๊ะ ดวงตาเปลี่ยนเป็นตาของการ์ตูนตาหวาน มือเริ่มเรียว แล้วโพสท่าเซลเลอร์มูน แล้วพูดว่า "สุดดด หะยอดดดดดดดด~!!!!"
แต่แล้ว!!!.... ในระหว่างที่ปลื้มกับรสอันกลมกล่อม เส้นอันนุ่มนวล คากิอันเป้งอยู่นั้นเอง ด่านทางท้ายเมืองก็เริ่มตะโกนมาบอกว่า "เฮ้ย!! พม่าแม่งบุกทะลุแม่สายแล้วเมิง!!!" ขนเริ่มลุกเกรียว แต่ด้วยศักดิ์ศรีแล้ว ลูกผู้ชาย ต้องไม่หวั่นต่อความสั่นไหวทางรูทวารง่ายๆ ก็เลยนั่งนิ่งๆ และพอทุกคนกินกันเสร็จแล้ว เพื่อนอีกคนหนึ่งที่ชื่อนัท (แต่เราเรียกกันว่า "ป้า") ป้าเริ่มออกอาการปวดท้อง ก็เลยหันหาร้านขายยา ซึ่งร้านขายยาร้านนี้มันอยู่ตรงข้ามกับร้านก๋วยเตี๋ยวพอดี แต่มันก็ไม่เปิด ป้าก็เลยต้องทนไปอีกนิด ก็เลยพากันเดินวนๆ ออกมาข้างนอกแม่สาย เพื่อที่จะมาขึ้นรถไปที่ดอยตุงต่อ เพราะลงความเห็นกันว่าแม่สลองไม่ไปละ แพงแล้วก็ไกลเกิน และพอดีมีอยู่ตัวนึงที่ยังไม่เคยไปไหนเลย (ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่ใครอื่นผมนั่นเอง) ก็เลยพากันเหมารถ(อีกแล้ว)ไปยังดอยตุงกัน ซึ่งระหว่างที่ตกลงเรื่องราคาอยู่นี้ ฟูกะป้า ก็เดินไปหาซื้อยาที่ร้านขายยาแถวๆนั้น พอฟูกับป้าซื้อยาเสร็จ ก็จัดแจงขึ้นรถ และไปยังจุดหมายต่อไปกัน ซึ่งนั่นก็คือ สวนแม่ฟ้าหลวง ที่ตั้งอยู่บนดอยตุงนั่นเอง~
ซึ่งตอนที่นั่งรถไประหว่างทางก็เพลินๆ เรื่อยๆ ชมวิวสองข้างทางไปเรื่อยเปื่อย จนมาถึง"ทางขึ้น" ย้ำเลยนะว่าแค่ทางขึ้นเท่านั้น ทางขึ้นไปดอยตุงนั้นชันแล้วโค้งก็เยอะ ซึ่งจากผลการทดลองจากห้องแล็ปของสหรัฐอเมริกานั้นพบกว่า เหมาะอย่างยิ่งที่จะเอามาทำเป็นฉากในเกม Need for Speed ภาคต่อไป และมหาวิทยาลัยคิงคอล์เลจ ยังค้นพบอีกว่า รถสองแถวนั้นไม่เหมาะอย่างยิ่งกับการขึ้นเขาที่มีลักษณะชัน(ชิบหาย) แบบนี้ แต่มันก็ไขปัญหาที่พวกเราาสงสัยกันได้อย่างดีกว่า ราวจับบนรถสองแถวนั้นเอาไว้ทำแมวอะไร เพราะหลังคามันเตี้ย รถก็สั้น ซึ่งถ้าไม่มีมัน ผมก็คงกลิ้งลงมาจากรถแล้วนอนวัดระนาบพื้นเล่นแล้วแหละ ได้ราวช่วยไว้จริงๆ -__,- b
พอเริ่มชินกับความเสียวสันหลัง และความมันส์ในอารมณ์ของคนขับแล้ว ผมก็เริ่มมองวิวรอบๆ ที่มันโคตรจะสวย เพราะตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งเคยเห็นทางสวยๆ แบบนี้เป็นครั้งแรก ก็นั่งเพลินกับบรรยากาศไป จนมาถึงสวนแม่ฟ้าหลวง ซึ่งเมื่อเห็นปั๊บ ก็ต้องตะลึงกับเหล่าผู้คนที่ถ่อกันมาจากทุกสารทิศ ซึ่งตัวผมเองก็ไม่คิดหรอกว่าคนจะเยอะขนาดนี้ จากสวนสงบๆ นี่คึกคักทันที ในใจมันก็เลยเกิดคำถามว่า "เค้ามาจากไหนกันนักฟระ" แล้วผองเพื่อนก็ช่วยกันวิเคราะห์กันจนได้คำตอบว่า วันนี้มันเป็นวันหยุด และวันเด็ก!!! โอ้วแม่เจ้า มาได้ตรงวันพอดิบพอดี ไม่มีอะไรจะเหมาะเจาะเท่านี้อีกแล้วซาร่า~ และแล้ว พวกเราก็ฝ่าฝูงชนเข้าไปโดยส่งหน่วยกล้าตายออกไปซื้อบัตรมา พอซื้อบัตรเสร็จเราก็ไม่รอช้า เดินตะลุยกันไปดูดอกไม้กันเลย ก็เฮฮา กันไปเรื่อยๆ เดินชมนู่นชมนี่ เดินจิ้มนู่นจิ้มนี่ เดินถ่ายนู่นถ่ายนี่ กันไปเรื่อยเปื่อย ได้ซักพัก ก็เดินกันมาเจอร้านกาแฟ ของโครงการดอยตุง ก็เลยตกลงกันว่า เอาที่นี่แหละ พักซักแป๊บนึง เพื่อนอีกคนที่ชื่อเนยก็วิ่งนำไปก่อนเพื่อนเลย เพราะกาแฟนั้นคือชีวิตอะไรทำนองนั้นอ่ะนะ มันชอบมาก สรุปแล้วก็เลยมานั่งเปื่อยกันที่ร้านกาแฟมันนี่แหละ ใจมันก็อยากเดินให้ทั่วๆ อ่ะนะ แต่คนมันก็เยอะ วุ่นวายเพ่นพ่าน จนรู้สึกหมดความสนุกไปยังไงก็ไม่รู้ จะหามุมถ่ายรูปงามๆ ก็ลำบาก เพราะดันไม่ได้เอากล้องของออฟฟิตติดตัวไปด้วยซะงั้น เสียดายโคตร -, -'' นั่งเปื่อยกันอยู่ตรงนั้นนานมากกกกก เพราะบรรยากาศดีๆ ลมโชยอ่อนๆ เสียงน้ำตก มันทำให้เกิดอาการเปื่อยกันทั้งกลุ่ม (อาการเปื่อย หรือชื่อเรียกทางวิชาการว่า Pratology of Kassabalanga ที่ถูกค้นพบโดยนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยคิงคอลเลจน์ มันจะเป็นอาการแบบประมาณว่า ขี้เกียจสุดเหนี่ยว ไม่อยากแม้แต่จะเดิน และผสมด้วยอารการง้วงง่วง) แต่แล้ว การที่จะนั่งอะไรนานๆ ไปมันก็ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก ก็เลยพากันรวบรวมพลังลมปราณ จากจุดหยินต๊ก และ จุดต๊กจ๊ก เพื่อที่จะเดินถ่ายรูปกันต่อไป หลังจากที่ลุกขึ้นมาจากเก้าอี้ได้ ทุกคนก็เริ่มเดินถ่ายรูปกันไปเรื่อยๆ โพสท่าดีบ้าง อุบาทว์บ้าง ตามประสาคนหน้าตาดีแต่เดินไปเดินมา ก็สังเกตอะไรบางอย่างได้ แต่ก็ไม่รู้ว่ารู้สึกไปเองรึเปล่าว่า สวนนี้ ทำไมมีแต่ดอกไม้สีม่วง เดินๆ ไป แป๊บๆ ก็เจอ มวลหมู่ม่วง เป็นจุดๆ กระจายๆ กันไปพวกสาวๆ เห็นอะไรม่วงๆ ไม่ได้ ก็เลยพากันไปผลุบๆ โผล่ๆ อยู่แถวๆ นั้นกัน เดินไปเดินมากันพักใหญ่ แล้วพวกเราก็ได้มาพบกับ แนวดอกกุหลาบ โดยส่วนตัวแล้วก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าดอกกุหลาบนี้มันมีชื่อเฉพาะ รึเปล่า เพราะหน้าตามันต่างจากดอกกุหลาบทั่วไปนิดหน่อย จำนวนกลีบที่เยอะจนอัดกันแน่นดอก และกลิ่นหอมที่หอมแบบรุนแรงมาก เหมือนมีใครเอาขวดน้ำหอมมารดแทนน้ำยังไงอย่างงั้นจนถึงตอนนี้ยังจำกลิ่นนั้นได้อยู่เลย (เวอร์มะ?) ที่มันจำได้ก็เพราะว่าตอนแรกไม่เชื่อที่เนยมันบอกว่าหอม ด้วยความเคยชินที่ดมดอกกุหลาบมาตั้งแต่เล็กๆ แล้วรู้ว่ามันไม่ได้หอมอะไรมากมาย พอมาที่ดอกนี้ก็คิดว่าเป็นเช่นนั้น เลยสูดเข้าไปเต็มปอด เต็มเหนี่ยว หอมไปถึงปอดกันเลยทีเดียว เล่นเอาวิ้งไปพักนึง
หลังจากผ่านตรงดอกกุหลาบมาแล้ว ก็พากันถ่ายรูปและหลบแดดอยู่อีกซักพัก ก่อนที่จะค่อยๆ เดินออกมาที่ทางออก พอมาถึงทางออก พี่กุ่ง ที่เป็นพี่ของกู๋ ก็โทรเรียกรถที่เหมาเอาไว้ให้ขึ้นมารับข้างบน ระหว่างที่รอ พวกเราก็พากันไปดูของฝากในร้านขายของฝากของสวนดอกไม้ ผมก็เดินเข้าไปดู แต่ดูๆ แล้วมันก็ไม่ค่อยมีอะไรถูกใจมากมายนัก เพราะส่วนมากจะเป็นผ้า เสื้อ ของจุกจิก กำไล อะไรทำนองนั้น แต่ก็มาสะดุดตาตรงรองเท้าผ้าใบconvert ที่เหมือนจะทอมาจากผ้าไทยอะไรซักอย่าง ขนาดผู้ชายอย่างผมเห็นแล้วยังออกปากมาเลยว่า มันสวยมาก เห็นมีอยู่หลายคู่หลายลาย และที่สำคัญ มันมีไซส์ตีนควายอย่างผมด้วยย โคตรจะปลื้มเลยครับพี่น้อง แต่ถึงจะมีแต่ก็ไม่มีตัง เพราะราคามันก็สมกับความสวยของมัน ดูรองเท้าอยู่ได้ซักพัก พี่กุ่งก็เรียก เพราะรถที่เรียกไว้มาแล้ว ทีนี้ พวกเราก็พากันลงมาข้างล่าง ขาลงก็สบายๆ ไม่มีอะไรหวาดเสียวซักเท่าไหร่ ซักพักโชเฟอร์ก็ชลอรถแล้วถามว่าจะแวะจุดชมวิว กับจำหน่ายของฝากมั้ย พวกเราก็ตอบตกลง แล้วก็พากันเดินไปดูของฝาก สำหรับตรงนี้ผมรู้สึกว่าต้องการผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาอย่างด่วน เพราะจากที่ดูๆ เพื่อนๆ มันซื้อของกันแล้ว ท่าทางจะลำบากใช่ย่อยเท่าที่ฟังๆ ดูมันน่าจะเป็นภาษาชาวเขามั้ง ไม่รู้เหมือนกัน แล้วทุกคนก็เดินเลือกเดินซื้อกันไปซักพักจนเดินมาเจอกับร้านไวน์ พอเจอแบบนี้ผมก็เริ่มออกอาการขี้เหล้าทันที คนขายก็ชวนให้ชิม ไอ้เราก็เลิกเหล้าไปแล้ว แต่นี่มันไวน์นี่เนาะ เลยหยวนๆกันไป จิบแรกซัดเข้าปากไปปั๊บ .... รีแอคชั่นแทบหลุดอีกแล้ว ไวน์หม่อน สุดยอดด แล้วก็ต่อด้วยลำไย ผลไม้รวม ซึ่งคนขายเค้าแนะนำให้ซื้อทั้งหม่อน กับลำไย เพราะถ้ากินใบหม่อนหมด แล้วกินลำไยตามมันจะอร่อยขึ้นมาก ซึ่งเท่าทีลองชิมๆ ดูมันก็ใช้ได้เลย ก็เลยซื้อกันไปคนละขวดสองขวด เพราะกะว่าจะเอาไว้กินกันตอนที่ไปภูชี้ฟ้าหลังจากที่ซื้อไวน์ และของอื่นๆ กันหมดแล้ว พวกเราก็มายืนรวมตัวกันที่จุดชมวิว แล้วก็ถ่ายรูป แต่ไม่ใช่รูปวิวนะ มันธรรมดาไป ไหนๆ ก็ซื้อไวน์เค้ามาเยอะ แล้วก็ยืนชิมกันซะเยอะ เลยมาถ่ายรูปที่ร้านเค้าแทนซะงั้น แล้วก็พากันจรลีกลับบ้านกู๋กัน
รถสองแถวก็พาพวกเราลงจากดอยมาส่งยังท่ารถประจำแม่สาย ระหว่างทางที่ลงมาก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์ไวน์รึเปล่า แต่ละคนเริ่มออกอาการง่วงๆ เบลอๆ อย่างเห็นได้ชัดก็นั่งหลับๆ ตื่นๆกันไปพอมาถึงท่ารถแม่สาย กู๋ก็บอกว่ากลับกันด้วยรถเมล์จากแม่สายก็ไม่นานเท่าไหร่ ก็อืมๆ ไปก็ไป แต่แล้ว ความเป็นจริงช่างโหดร้าย ยิ่งนัก .... มันนานจริงสิให้ดิ้นตายแล้วเพราะต้องนั่งอัดอยู่กะเนยเลยต้องยกเข่าดันอยู่กับเบาะด้านหน้า หลับๆ ตื่นๆ แล้วพอมาถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองของ อ.แม่สาย แล้วก็มีเรื่องให้ตื่นเต้นจนได้ เนื่องจากการเดินทางอันเหนื่อยล้า ทำให้ 1 ในก๊วนทัวร์ของเราหลับไม่รู้เรื่องไป 1 คน นั่นคือป้านั่นเองเป็นเรื่องเลยทีนี้ ตำรวจก็เห็นว่ามีพิรุท เลยเริ่มทำการตรวจสอบทันที ไอ้เรื่องตรวจสอบอ่ะก็เข้าใจอยู่ว่ามันเป็นหน้าที่ แต่กิริยาท่าทางที่เห็นนั้น มันดูแล้วรู้สึกว่า นี่เหรอตำรวจไทย แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้น นั่นก็คือป้านั่นเอง ถ้าคนที่อยู่ในเหตุการณ์ตอนนั้นคงจะพอนึกสายตาของป้าออก จากเท่าที่ได้วิเคราะห์ผ่านระบบ VOIP ไปยังมหาวิทยาลัยคิงคอลเลจน์แล้วก็ได้ข้อสรุปว่า สายตาที่ป้าสื่อออกมานั้น มันได้ความว่า "อยากตายเรอะ? เบื่อชีวิตแล้วงั้นเรอะ?" อะไรทำนองนั้น น่ากลัวจริงๆนะ แต่แล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็เหลือไว้แค่ความประทับใจกับตำรวจท่านนั้นมากก อย่าให้เจออีกครั้งนะ โดนป้าโดดก้านคอแน่อ่ะ พี่น้อง
และแล้ว ก็มาถึงกันแล้วที่พักของพวกเราเย้ๆๆ ซึ่งที่แห่งนั้นคือ บ้านกู๋นั่นเอง เองๆๆๆๆๆ พอพวกเราย่างก้าวเข้าไปที่บ้านกู๋ ทันใดนั้นเองผมก็ได้พบกับ สุดยอดหมาคึกแห่งปีที่ชื่อว่า "ริว" ทุกคนต่างก็ตกตะลึงในความอวบอึ๋มส์ ของมันกันยกใหญ่ เพราะเมื่อ 4 เดือนที่แล้วยังเป็นลูกหมูตัวเท่าฝ่ามืออยู่เลย มาวันนี้มันกลายเป็นหมีหมูไปซะแล้ว ฮ่าๆๆๆๆ หมานี่โตกันไวดีจัง และพอเข้าไปในบ้านก็เจอกับหมาในตำนาน ที่ผมเคยได้ยินแต่ชื่อและรูป นั่นก็คือ "หมีเกะ" ตัวมันก็ใหญ่อย่างที่ได้ยินมาเหมือนกัน ทรงก็สวย น่าจับไปประกวด เพ็ดดีกรี แต่เสียอย่างเดียว มันเป็นหมาโฮโม คงมีลุ้นได้ตกรอบแรกมั้ง ฮ่าๆๆๆๆ หลังจากที่เล่นกับหมาๆ และสวัสดีผู้ใหญ่ในบ้านกู๋เป็นที่เรียบร้อย ก็พากันเข้าไปเอาของไปวางไว้ที่ห้องกู๋ อีกแล้วครับท่าน ห้องในตำนาน ที่ผมเคยได้ยินแต่กิติศัพท์ร่ำลือกันมาจากแดนไกลที่ถูกจารึกไว้ในแผ่นศิลากลางมหาวิทยาลัยคิงคอลเลจน์ พอเดินเข้าไปก็ต้องตกตะลึงกับอีกสองสิ่งมหัศจรรย์อีก 2 อย่าง นั่นก็คือ โปสเตอร์ในตำนานที่แปะเรียงรายล้อมรอบห้อง และ ชั้นหนังสือเทวะ ที่สามารถรับหนังสือโฮโมได้จนแอ่น ซึ่งจำนวนหนังสือโฮโมนั้น มีเยอะซะจนรู้สึกได้ถึงออร่าสีม่วง ที่แผ่ออกมาอย่างช้าๆ รอบๆตัวมันเอง... โอ้ว ซาร่า มันน่ากลัวมากเลย ตอนนอนมันซะซึมซับเข้ามาในตัวมั้ยเนี่ย!! พอวางข้าวของกันเสร็จ กู๋ก็ชวนไปเดินซื้อกับข้าวมาทำขนมจีนที่ตลาดกัน เย้ๆๆๆ ตลาดเชียงราย ยังไม่เคยไปก็ต้องไปเดินดูซักหน่อย ระหว่างทางที่ไป พวกเราก็ต้องฝ่าดงหมา ซึ่งกู๋บอกว่าคราวที่แล้วมันยังไม่เห่าขนาดนี้ ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่า งวดนี้มีตัวประหลาดตามมาด้วยนะสิ!!!! ฮ่วย -, - โคตรจะงอนเลยแหละ ก็เดินๆ กันไป เจอหมาทั้งหมาเด็ก หมาโต แต่หมาโฮโม เหมือนจะไม่มีแฮะ ฮ่าๆๆๆๆ
พอพวกเราเดินมาถึงตลาดก็ เดินแยกย้ายก็ไปซื้อของกินกันไป ซึ่งตัวผมเองก็เดินอยู่ได้พักนึง แต่แล้ว!!! ความรู้สึกที่คุ้นเคยเหมือนกับพม่ากำลังจะทำลายกำแพงเมืองทางใต้มันก็มาถึง ยืนขนลุกแล้วลุกอีก หันหาห้องน้ำแถวนี้ก็ไม่มี มองซ้ายขวา หน้าหลัง บนล่าง ก็ไม่มี เลยทำได้แต่เก็บรีแอ็คชั่นขนลุกเอาไว้ พยายามไม่แสดงออก จนทุกคนมารวมกับครบ ช่วงเวลานั้นก็เห็นสวรรค์รำไรๆ แล้ว โอ้วอีกนิดเดียว แต่!! ยังไม่หมด กู๋กับพี่กุ่งก็เข้าไปซื้อของในร้านของชำอีกนิดหน่อย สวรรค์ก็เลยลอยห่างออกไปอีกนิด ในใจก็ท่องว่า "ทาเคชิ!! จงอย่ายอมแพ้ สู้เค้าทาเคชี้!!!!" พอกู๋กับพี่กุ่งเดินออกมาจากร้านขายของชำ ก็โอ้ววว สวรรค์ลอยมาอีกแล้ว จะได้กลับบ้านแล้ว แต่!!! กู๋บอกว่าเดี๋ยวไปซื้อยาแป๊บ เล่นเอาซะน้ำตาตก สวรรค์ลอยห่างไปอีกแล้ว T^T ก็ยืนรอยืนอดทนจนกู๋มา แล้วก็ได้เวลากลับบ้านกันซักที เย้ๆๆๆๆยู้ฮู้ว จุ๊กกรู๊ววว ระหว่างทางกลับก็เจอดงหมาอีกเช่นเคย แต่รรอบนี้ไม่เหมือนกับขามา เพราะตอนขามาบ้านที่หมามันดุๆ เค้าปิดประตูอยู่เลยรอดจากการเป็นอาหารเย็นให้มัน แต่ขากลับ เหวอกันเป็นแถว ประตูบ้านเค้าดันแง้มๆ ไว้ พอให้มันลอดออกมาได้ พอมันเห็นหน้าพวกเราเท่านั้นแหละ แยกเขี้ยววิ่ง 4x100 มาเลย ดีนะที่เจ้าของบ้านอยู่แถวนั้นพอดี ไม่งั้นได้มีผู้เสียสละเป็นอาหารให้มันแหงม T^T แล้วก็เดินกันต่ออีกนิดนึง พอพ้นโค้งมาเห็นบ้านแล้ว ดีใจโคตรครับพี่น้อง หลังจากที่ขนลุกมาตลอดทาง ทีนี้แหละ จะได้ปลดปล่อยสวัสดิกะกันซะที ฮ่าๆๆๆๆ โดนแน่ พวกพม่าทั้งหลาย ก็จัดการฝากวางของ แล้วก็...........10 กว่านาทีผ่านไปหลังจากที่สู้รบปรบมือกันอย่างเมามัน ก็โล่ง..... แล้วก็นั่งเล่นอีกซักพัก ก็ได้เวลากินหนมจีนฝีมือแม่กู๋กันซักที ซึ่งอยากจะบอกว่ามัน อาหย่อยมาคับพี่น้องงงงงง อยากกินอีกรอบจัง T^T พอกินเสร็จก็บลาๆๆๆ ด้วยความเหนื่อยล้า เลยไปอาบน้ำแล้วก็ค่อยๆ หลับกันทีละคนๆๆๆ ..... โดยที่ฟูกับป้าทำโอที คุยโทรศัพท์กันอย่างเมามัน

(To be Continue)
เหนื่อยอ่ะ เขียนมาซะเยอะ +_+'' เอาไว้ว่างๆ จะมาเขียนตอนต่อไปเพิ่มละกัน

Comment

Comment:

Tweet


อัพยาวจัง
ไปเที่ยวน่าอิดฉา * อิอิ
ฝากบล๊อคนาว .. ด้วยนะคะ



บายค่า ..
จากแฟนคลับนู๋นาวๆๆ
#3 by now_pinkkygurl At 2007-01-20 11:44,
มิงเป็นอะไรกับมหาลัยคิงคอลเลจฟะ กุรับไม่ด้ายยยยย
ความจิง อ่านไปก็คิดจะเขียนคอมเม้นเยอะมากจนจำไม่ได้
ถ้าให้คอมเม้นละก็ กุด่าได้ทุกบรรทัดเลย ฮ่าๆๆๆ
แล้วไอ้ที่บรรยายห้องกุอ่ะ เว่อไปหน่อยมั้ย?
วันหลัง ปวดเข้ก็บอกกันก็ได้ ไม่ต้องอัดอั้นไว้หรอก ไม่ได้เป็นห่วงมิงหรอก แต่เป็นห่วงเพื่อนร่วมเดินทางน่ะ ถ้าเกิดมิงปล่อยข้าศึกออกมา พวกกุคงตายกันระนาว เหอๆ
รีบๆเขียนภาคต่อนะเฟ้ย จะอ่านต่อ
#2 by jikkoro (58.10.222.169) At 2007-01-18 11:06,
ยาวกว่านี้มีอีกไหม

เขียนให้ครบทุกวันนะเมิง กล้ามนิ้วขึ้นแน่นอน อัดอั้นอะไรจะปานนั้น
#1 by noei1984 (61.90.249.211) At 2007-01-18 10:43,