2007/Jan/19

"ตะลุยเชียงราย (วันที่ 2)"
หลังจากที่เมื่อวานเดินตะลุยกันมาทั้งวัน แล้วก็นอนพักกันไปและก่อนที่จะนอนนั้น กู๋ก็ได้บอกไว้ก่อนนอนว่า พรุ่งนี้เช้าจะไปตลาดเช้ากัน พอตื่นเช้ามากู๋ก็มาปลุก (?อันนี้ไม่แน่ใจว่ากู๋ตื่นได้ยังไง เพราะปกติเห็นนอนแล้วเรียกให้ลุกย้ากยาก ฮ่าๆๆๆ) ซึ่งตอนนั้น ที่ตื่นก็มี เนย กู๋ แล้วก็ผม ส่วนฟู กับ ป้า นั้น กู๋บอกว่า เมื่อคืนทั้งสองคนนั้นทำโอที คุยโทรศัพท์ ดึกไปหน่อยลุกไม่ไหว เลยเดินไปตลาดเช้ากันแค่ 3 คน ระยะทางระหว่างตลาดกับบ้านกู๋ มันก็ไม่ไกลมากนัก แต่มันก็ทำให้ปั๊มน้อยเกิดอาการหนาวได้ เพราะทะลึ่งบ้องท้าลมหนาวด้วยการใส่ขาสั้นออกไปลุยตลาดเช้าที่เชียงราย ก็เดินขนลุกไปเรื่อยๆ พอไปถึง ก็ต้องตกตะลึงกับราคาของกินที่นั่น พระเจ้าช่วยกล้วยทอด ของกินแต่ละอย่างของที่นี่ราคาถูกมาก โดยที่มหาวิทยาลัยคิงคอลเลจน์ วิเคราะห์ออกมาแล้วว่า ที่สินค้าที่นี่ราคาถูกนั้น เป็นเพราะว่า ราคามันไม่แพง ซึ่งหลังจากที่รู้ผลการวิจัยแล้ว อยากจะไปกระโดดเอาฝ่าตีลนาบหน้าของคนวิจัยมาก แต่เอาเถอะ ช่างมัน ราคาของมันถูกจริงๆ แต่ด้วยสภาพที่ครึ่งหลับครึ่งตี่น เลยไม่เอาอะไรมาก พอซื้อของกันเสร็จ ก็พากันเดินกลับไปที่บ้าน นั่งกินอะไรกันเรื่อยเปื่อยเพื่อ รอเวลาที่จะไปขึ้นภูชี้ฟ้ากัน พอได้เวลา ก็ทยอยๆ กันไปอาบน้ำทีละคนๆ แล้วก็ไปด้วยรถของพ่อกู๋ แต่เพราะว่าเป็นรถเก๋ง เลยจุคนได้น้อย และเพราะว่าครั้งนี้มี 6 คน เลยไปทีเดียวหมดไม่ได้ รู้สึกผิดตะหงิดๆ อยู่เหมือนกัน -, -'' ที่ทำให้พ่อกู๋ต้องเปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้นอีกรอบ และในระหว่างที่รอรอบแรกขึ้นรถไป ระหว่างที่รอมันก็ไม่มีอะไรทำ เลยซัดกับหมาริวเล่น รู้สึกว่าจะได้แผลที่แขนเพิ่มขึ้นมา เพราะนั่งนับเมื่่อกี้ เหมือนมีแผลที่แขนเต็มไปหมด ไม่รู้ว่าได้มาตอนไหน ก็เล่นอยู่ได้ซักพัก พ่อกู๋ก็โทรมาบอกให้ออกไปรอที่ริมถนน 3 คนที่เหลือ กู๋ เนย ผม ก็พากันแบกกระเป๋าไปรอที่ริมถนน ก็รอๆ กันอยู่ได้ไม่นานนัก พ่อกู๋ก็มา
พอขึ้นรถพ่อกู๋ไปปั๊บ ก็โดนทักว่า "ตัวใหญ่เหมือนกันนะ ใหญ่กว่าที่เห็นอีก"เอิ้กๆๆ แอบเขิล ก็นั่งคุยๆ กันไปเรื่อยๆ จนมาถึงท่ารถเชียงราย เพราะต้องขึ้นรถตู้ไปภูชี้ฟ้าจากตรงนี้ แต่ก่อนที่จะขึ้นรถตู้ ก็แวะลงมาซื้อของเตรียมไปตุน เพื่อที่จะขึ้นไปภูชี้ฟ้า ตอนแรกก็ว่าจะไม่ซื้อไปมาก แต่นึกไปนึกมา บนดอยมันไม่มีเซเว่นนี่หว่า จะให้เดินลงมาซื้อทีหลังมันก็ไม่ไหว เลยซื้อไปเยอะกว่าที่คิดนิดหน่อย พอซื้อเสร็จก็ออกมาเจอกับพี่กุ่ง ฟู เนย และป้าที่คิดว่าตอนแรกจะรออยู่ฝั่งนู้น มาอยู่หน้าเซเว่น แล้วก็ชวนผมกับกู๋ไปกินข้าวเที่ยง กันก่อนที่จะขึ้นไปบน ดอย เพราะบนนั้น มันไม่มีอะไรให้กิน ก็เดินห่างจากเซเว่นไปนิดนึง ก็เจอร้านขายข้าว ซึ่งเท่าที่ดูเค้าก็ทำหลายอย่างมีให้เลือกเยอะดี เลยตกลงว่าจะกินที่นี่แหละ ก็นั่งกินๆ กันไปจนเที่ยงกว่าๆ ก็พากันไปขึ้นรถตู้ แต่แล้ว พระเจ้าช่วยกล้วยทอดเกรียม ป้ายที่เขียนบอกรอบของรถตู้มันเขียนไว้ว่า 12.00 เล่นเอางงกันไปข้างนึง เพราะจากที่โทรเช็คมาเค้าบอกว่าหมดตอนบ่าย ครึ่ง แต่พอมาถึงตอนเที่ยงครึ่ง ป้ายบอกหมดบ่ายซะงั้น พี่กุ่งก็เลยไปถามลุงแถวนั้น ก็ได้ความมาว่า รถยังไม่หมด ยังมีอยู่ถึงบ่ายครึ่ง ก็โล่งอกกันไป พอรถมาถึงก็แห่ๆ กันขึ้นไปอีกเช่นเดิม พอขึ้นรถ ก็เอาอีกแล้ว วิวรอบข้างสวยงามในแบบที่เกิดมาก็ไม่เคยพบเคยเห็นอีกแล้ว ก็เลยพยายามถ่ายรูป แต่ด้วยที่ไม่มีกล้องติดไปด้วย เลยใช้กล้องมือถือถ่ายซะ แต่ด้วยความที่มือถือมันใช้เทคโนโลยีของเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เวลาถ่ายมันก็เลยเกิดอาการดีเลย์นิดหน่อย ซึ่งความเร็วของรถตู้ที่วิ่ง มันก็ไม่มากมายอะไร แต่มันก็มากพอที่จะให้จุดที่เล็งเอาไว้เกิดอาการคลาดเคลื่อนจนหลุดเฟรมที่ต้องการ อย่างพอถึงโค้งที่วิวสุดสวยงามแจ่มแท้แดจังกึม พอกดชัตเตอร์ปุ๊บ ก็รอประมาณ 1 วิ ถึงจะจับภาพอยู่ อ่ะพอกดปุ๊บ จากวิวที่สวยๆ ก็ค่อยๆ มีต้นไม้ค่อยๆ กระดึ๊บๆ เข้ามาทีละนิดๆ จนจับพอดีที่พุ่มไม้ แล้วไม่รู้มันเป็นอะไรกันนักหนา พุ่มไม้โผล่ขึ้นมาเป็นระยะๆ อย่างไม่ขาดสาย ผิดกับฝั่งของเนย ที่มันโล่งทีก็ถ่ายได้สวยแถมวิวดีอีก ไหนจะใช้กล้องถ่ายอีก T^T เห็นแล้วเคืองๆๆๆๆๆ ชิๆๆๆ ถ่ายเส็ดมีมาโชว์ด้วย งอนๆๆ อย่าให้มีกล้องมั่งน้าาาาา เชอะ ก็พยายามถ่ายไปเรื่อยๆ มาตลอดทาง จนมาถึงที่พักของกรมไฟป่า พวกเราก็ลงมันตรงนี้แหละ ซึ่งถ้ามองจากข้างล่างขึ้นไปจะเห็นเป็นเหมือนกับบ้านพักทรง 8 เหลี่ยมน่าอยู่ และข้างหลังของผมก็เป็นห้องน้ำบนเขา โอ้วแม่เจ้า ไม่เคยเห็นอีกแล้ว แบบนี้ต้องเปิดประเดิม กั่กๆๆ ก็เลยวิ่งดุ่ยๆ เข้าไปเปิด ประตูโดยที่ไม่สนป้ายที่บอกว่าเสียอยู่หน้าห้อง แต่พอเดินเข้าไป ..... ก็พบกับข้าวเม่าน้อย ซึ่งถ้าใช้คณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยคัสซาบลังก้า (เบื่อคิงคอลเลจน์ละ) ก็คงได้ผลออกมาว่า เป็นข้าวเม่าของเด็กแถวนี้แหละ ที่มาปลดปล่อยแล้วราดไม่ลง ผมก็เลยเลือกที่จะไม่ฉี่ใส่ กลัวข้าวเม่าแตกกระเด็นมาโดนขาตัวเอง เลยไปหาป่าเล็กๆ ฆ่ากระต่ายเล่นดีกว่า พอเสร็จจากการทำบาป ก็ไปรวมกลุ่ม ซึ่งระหว่างที่ผมไปทำบาป พี่กุ่งก็โทรเรียกพี่ที่อยู่กรมไฟป่าให้ลงมารับตามที่นัดกันไว้
พอรถลงมาถึง พวกเราก็เฮโลกันขึ้นรถทางกระบะท้าย โดยที่ยังหวั่นๆ อยู่ว่า ทางชันขนาดนั้น รถมันจะวิ่งไปไหวได้ยังไงฟระ พอรถออกตัว ก็เลยหายข้องใจทันที เท่าที่จากลองกะดูจากสายตาแล้ว ทางขึ้นไปบนนั้นต้องชันมากกว่า 30 องศาแน่นอน ถ้าจะถามว่าความรู้สึกตอนที่ขึ้นไปนั้นมันเป็นยังไง ก็คงต้องรบกวนให้ลองนึกถึงความรู้สึกตอนที่รถไฟเหาะกำลังไต่ไปยังจุดที่สูงที่สุดเพื่อที่จะไหลต่อลงมา นั่นแหละ ฟีลแบบนั้นเลย สุดยอดมาก หรือถ้าใครไม่เคยนั่งรถไฟเหาะ ก็ให้ลองนึกถึงเวลานั่งกระเช้าที่ดรีมเวิล์ด แล้วไฟดับละกัน คงพอแทนกันได้อ่ะนะ ซึ่งกว่าจะถึงข้างบนก็เล่นเอากันตัวเกร็งกันเป็นแถบๆ พอรถจอด พวกเราก็เดินเข้าไปที่บ้านพัก เพื่อเอาของไปวางและจองที่กันข้างใน ซึ่งในตอนนี้ เกิดการลังเลในการจองที่กันนิดหน่อย เพราะมี 2 ปิศาจกรนอยู่นั่นก็คือเนย กะ ผมนั่นเอง เหอๆ ก็เกี่ยงกันไปเกี่ยงกันมา จนมาลงตัวที่พี่กุ่งมานอนคั่นระหว่างผมกะเนยแทน ฮ่าๆๆๆ ไม่ต้องสืบเลยว่าซวยขนาดไหนที่มานอนระหว่างกลางปิศาจ 2 ตนนี้ พอจัดแจงเรื่องที่นอนที่พักกันเสร็จแล้ว ก็พากันแยกย้ายไปชมวิวรอบๆ ที่พัก ซึ่งผมก็เดินลงไปตรงเนินหญ้าด้านหน้าที่พักเพื่อที่จะไปถ่ายรูปเล่น ถ่ายไปถ่ายมาได้เรื่อยๆ ทุกคนก็ค่อยๆ เดินลงมาทีละคนสองคน เพราะตรงหน้าที่ผมถ่ายรูปอยู่มันมีม้าหินไว้นั่งชมวิวเล่นอยู่สองชุด
พอนั่งรวมตัวก็ไปซักพัก ก็เปิดเพลงฟังบ้าง คุยนู่นคุยนี่ฆ่าเวลาไปเรื่อยๆ ถ่ายนู่นถ่ายนี่กันไปเรื่อยๆ เพื่อฆ่าเวลาที่ไม่รู้จะทำอะไรกัน เพราะว่าบนนี้จะเปิดเครื่องปั่นไฟแค่ตอนเย็นจนถึง 4 ทุ่มเท่านั้นก็เลยไม่มีอะไรทำกัน พอเริ่มว่างกันมากๆ กู๋ก็เลยบอกให้เนยเอาโทรศัทพ์มาเปิดเพลงฟัง ฟังกันไปฟังกันมา เดินวนๆกันไปซักพัก กู๋ก็เริ่มเต้น เมื่อเพลงประจำชาติมา แล้วก็เต้นมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เพลงประจำชาตินั่นเปิดขึ้นมา รู้สึกว่าจะเป็นเพลงของ Death note รึเปล่าก็ไม่รู้ไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆ เพลงนี้มันเหมือนกับไปเปิดสวิทซ์คึกของกู๋เข้า ทั้งเต้นทั้งร้องไม่หยุดเลยทีนี้ ซึ่งผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยคิงคอลเลจน์ (อ้าว วนกลับมาคิงคอลเลจน์ซะละ แต่ขี้เกียจลบงั้นช่างมันปล่อยไปละกันเน๊อะ) ได้ค้นพบว่า อาการแบบนี้เรียกได้ว่าเป็นอาการคึกเกินปกติที่ถูกกระตุ้นจากจุดเบื้องลึกของจิตใจ หรือศัพท์วิชาการว่า The Kuek Kern defalut ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ฮ่าๆๆ ก็เพราะว่าเห็นกู๋เริ่มออกท่า ที่ดูไปดูมาชักสนุก เลยค่อยๆ ปีนขึ้นโต๊ะขึ้นเก้าอี้เต้นกันทีละคนๆ จนมากันครบหมดทุกคน ก็เต้นๆ ร้องๆ กันจนเย็นแหละ เพราะว่ามีจุดมุ่งหมายที่จะดูพระอาทิตย์ตกดินด้วย แต่ไม่รู้เป็นเพราะอะไร รอมาตั้งแต่บ่าย ก็ยังไม่เห็นตำแหน่งของพระอาทิตย์เคลื่อนไปไหนเลยซักที =__='' จนมันดูเหมือนจะไม่กระดิก จนมาถึงช่วงที่เริ่มหิว ก็เลยคิดว่าถ้ารอต่อไปมันจะหิวซะเปล่าๆ เลยกลับขึ้นมาที่บ้านพัก เอาของกินที่ซื้อมาจากข้างล่างขึ้นมากินที่ลานบนที่พัก พอเอาข้าวมาเทใส่จาน วางรวมๆ กัน พี่กุ่งก็พูดขึ้นมาทำนองว่า "มันจะพอหรอวะ?" ซึ่งถ้าถามจากสายตาผม ก็จะบอกไปเลยว่ามันไม่พอ T^T แต่แล้วมันก็ไม่พอจริงๆ แต่มันก็ไม่ได้น้อยอะไรมากมาย ทุกคนก็อิ่มกำลังดี แต่รู้สึกว่ากระเพาะตัวเองดูเหมือนจะเต็มแค่ 1 ใน 6 ส่วนแฮะ ช่างมันๆ เดี๋ยวก็มีรอบดึกอีกไวน์กับขนมเพียบ พอกินข้าวเย็นเสร็จก็ช่วยๆ กันหยิบจานไปล้างที่ห้องครัวของกรมไฟป่า ตอนที่กำลังล้าง เจ้าหน้าที่ที่อยู่ที่นั่นเค้าก็มาจุดแคมป์ไฟให้นั่งผิงกันแก้หนาว เพราะลมแรงมากพัดมาตลอดไม่มีหยุด พอเวลากินไวน์มาถึง ก็เฮฮากันช่วยๆ กันเตรียมของเตรียมกินแต่แล้ว พอมาถึงเวลากินจริงๆ ไอ้เราก็ลืมไปว่า ไวน์ที่ไหนเค้ากินกับขนมฟระ ไอ้ตอนซื้อเราก็ลืมไปว่า ซื้อไวน์มา มิใช่เบียร์ ก็เลยแป๊กสนิท พวกฟู ป้า พี่ กุ่ง กู๋ก็กินกันไปคนละนิดคนละหน่อย สำหรับกู๋นี่คงเมาไม่ได้อีกนานเพราะโดนหมอสั่งงดแอลกอฮอลล์จนกว่าไมเกรนจะหายเป็นที่เรียบร้อย เลยอดเห็นช็อตเด็ดปาขันลงเขาเลย -, - เสียดายๆๆ ก็เลยเหลือแต่สองหน่อนั่งดวลเหล้ากันอยู่ พอกินกันเสดก็แยกย้ายกันไปนอนเหมียนเดิม
แต่ยังไม่จบแค่นั้นกลางดึกที่นอนหลับกำลังเย็นสบายอยู่นั้นเอง ก็มีเหมือนแสงสว่างจากสวรรค์สาดส่องหาผู้ร่วมตะลุยราตรี ซึ่งพอผมลืมตาไปปั๊บ ก็เข้าทางปุ๊บ แสงสว่างนั้น มาจากไฟฉายของฟูผู้นี้นี่เอง (ให้นึกถึงเสียงของรายการทีวีแชมป์เปี้ยนเอาไว้) ฟูก็ไม่รอช้า รีบออกปากพูดทันทีว่า "ไปห้องน้ำเป็นเพื่อนกุหน่อย" เมื่อผมได้ยินดังนั้น ด้วยความที่เป็นสุภาพบุรุษเพียงผู้เดียวในคณะ (?) ก็เลยต้องลุกไปเป็นเพื่อนฟู ซึ่งบรรยากาศข้างนอกในตอนนั้น ซึ่งคนที่ไม่กลัวอย่างผมยังเกิดอาการที่รู้สึกว่ามันน่ากลัว ลมที่แรงซะจนเหมือนกับเป็นเสียงร้อง ทั้งความมืดที่สนิทสุดๆ จนขนลุก บอกตามตรงเลยว่าตอนนั้นก็กลัวเหมือนกัน ยืนเอาหลังพิงกำแพงไม่มองกระจก แล้วก็รอฟูออกมาเท่านั้น T^T พอฟูออกมาจากห้องน้ำ โอ้ว เหมือนสวรรค์โปรด ฟูออกมาแล้ววว ก็ไม่รอช้า รีบเข้ากลับไปนอนในที่นอนของตัวเองทันทีทันใดและด้วยความหลอนส่วนตัวเล็กน้อย ทำเอานอนไม่หลับไปแป๊บนึง แต่ก็ไม่นานมั้ง ก็หลับไม่รู้เรื่องเลยจนถึงเวลาที่ตั้งปลุกกันไว้ก็คือตอนตี 4 กว่าๆ เพื่อที่จะไปล้างหน้าแปรงฟันกัน พอถึงเวลามือถือที่ตั้งไว้ก็ค่อยๆ ดังขึ้นทีละคนๆ ทุกๆ คนก็ทยอยๆ ตื่นขึ้นมากันด้วยความป่วนประสาทของพวกที่ตื่นก่อนชาวบ้าน พอทุกคนจัดการกับภารกิจส่วนตัวยามเช้าเสร็จกันหมด ก็มายืนดูดาวข้างนอกกัน ไม่รู้คิดไปเองรึเปล่าว่า ท้องฟ้าเชียงรายสวยกว่าท้องฟ้าของหลายๆ จังหวัดที่เคยเห็นมาซะอีก ก็ยืนดูกันไปซักพักก็ถึงเวลาตีห้าครึ่ง ที่นัดกับคนที่จะพาขึ้นภูชี้ฟ้าไว้ พอเขาขับรถมาพวกเราก็รีบโดดขึ้นรถกันไป.....(To be Continue แค่นี้ก่อนง่วงแระ =__='')

Comment

Comment:

Tweet


อยากรู้ว่าไปเชียงรายตอนไหนสวยที่สุดคร้าบบ
#4 by (58.8.53.68) At 2009-08-10 22:57,
จะทำไตรภาคจริงๆ รึเนี่ย พี่ว่าคงไม่ไตรหรอกว่ะ นี่เพิ่งวันที่สองเอง....
#3 by Jikke (58.10.222.220) At 2007-01-19 21:16,
จิงอย่างเนยพูดว่า อ่านจบก็ลืมคอมเม้นท์ไปละ
แต่จำได้ แค่จะบอกว่า ตอนพ่อไปส่งที่ท่ารถ 2 รอบอ่ะ ไม่เปลืองน้ำมันหรอก แต่เปลืองแก๊สน่ะ เหอๆ เด๋วนี้พ่อเค้าอินเตรน(เสียงอินเดียๆ)
ขำตอนแกจะถ่ายวิวข้างทางแหละ บุญมีแต่กรรมบังซะงั้น
ละก็นะ ไอ้นักวิจัยจากคิงคอเลจง่ะ ขอเอาตีลแนบหน้าด้วยคนได้ป่ะ กระโดดถีบขาคู่แถมด้วยเลย วิจัยแต่ละอย่างมีสาระทั้งน้าน แล้วไอ้ the kuek kern defalut น่ะ มันโรคไรของเอ็งฟะ ฮ่าๆๆ
แต่ว่า ที่แกคิดว่า ท้องฟ้าที่เชียงราย ทำไมมันสวยกว่าที่อื่นน่ะ ก็เพราะว่าที่อื่นมันไม่สวยเท่าที่เชียงรายไง ฮ่าๆๆ
#2 by jikkoro (58.10.222.220) At 2007-01-19 19:17,
รักษาความยาวได้อย่างยอดเยี่ยม

รออ่านภาค3 หุหุ

มีอยากคอมเม้นแต่อ่านจบลืมพอดี
#1 by noei1984 (61.90.249.211) At 2007-01-19 14:53,