2007/Jan/20

"ตะลุยภูชี้ฟ้า (วันที่ 3)"
ต่อจากเมื่อวาน หลังจากที่พวกเราโดดขึ้นรถกันมาแล้ว ก็ได้เจอกับความตื่นเต้ลแบบรถไฟเหาะแต่เช้าเลยนั่นคือการลงเนินครับท่าน ไอ้ตอนที่โดดขึ้นไปบนรถก็เอะใจอยู่นะว่า ขาขึ้นยังเสียวขนาดนั้น ขาลงมันจะเหลืออะไรฟระ และแล้ว มันก็ไม่เหลืออะไรจริงๆ ด้วยครับท่าน นั่งท้ายสุด สูงสุด เห็นวิวชัดสุด T^T รับความเสียวสันหลังไปเต็มๆ แต่ก็มันส์ดี อยากให้เค้าพาขึ้นพาลงเล่นซักสามสี่รอบ น่าจะมันส์ พอพ้นจากจุดที่เป็นที่พักเข้ามายังเส้นของถนนใหญ่(พูดซะเหมือนจะไกล) พี่เค้าก็พาเราฝ่าความมืดไปตามทางเรื่อยๆ ซึ่งวิวตอนกลางคืนก็สวยอยู่เหมือนกัน อากาศเย็นๆ ลมที่ซัดโครมๆ ก็เล่นเอาหนาวเหมือนกัน พี่เค้าก็ขับไปเรื่อยๆๆๆๆๆๆ จนมาถึงทางที่ขึ้ภูชี้ฟ้า ที่จริงพี่เค้าบอกมาว่า จะไปส่งจนถึงจุดที่เดินใกล้ที่สุดเลย ก็ประมาณ 300 เมตร จากปกติที่ต้องเดินมากกว่า 500 เมตร ก็เลยสบายไป ระหว่างทางก็นั่งเฮฮาบ้าง เงียบบ้างตามเสต็ปกันไป จริงๆ มีอยู่เรื่องนึงที่อยากจะพูดมาเลย แต่ตอนนั้นไม่กล้าพูด ไหนๆ มาถึงนี่แล้วก็พูดซะหน่อยละกัน ไอ้ทางที่พวกเรานั่งรถผ่านมา ถ้ามองไปข้างหน้ามันก็สว่างเห็นอะไรต่อมิอะไรไปทั่ว แต่ถ้าหันหลังไป เส้นทางที่ผ่านมามีแต่ความมืดสนิท ไอ้เราก็นั่งท้ายหันไปมองหน้ารถก็ดีอยู่แล้ว แต่อยู่ดีไม่ว่าดี มันทะลึ่งหันไปมองข้างหลัง ก็เลยเห็นอะไรบางอย่างที่ไม่ควรจะเห็นนัก ... บอกตามตรงเลย ไม่ค่อยอยากพิมพ์เลยว่าที่เห็นนั้น.... มันเป็นลิงสองตัวโดดข้ามต้นไม้!!!! แม่เจ้า เมื่อผมเห็นดังนั้น ก็ไม่รอช้า ส่งข้อมูลไปยังมหาวิทยาลัยคิงคอลเกต (ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยย่อยของคิงคอลเลจน์อีกที) เพื่อวิเคราะห์ว่ามันเป็นลิงจริงหรือไม่
หลังจากที่ผ่านวินาทีระทึกมาแล้ว พวกเราก็มาถึงจุดหมายที่ต้องเดินขึ้นไปกันต่ออีก 300 เมตร เพื่อไปดูแสงแรงของวันโอ้เย แต่ในตอนที่กำลังจะขึ้นไปนั้น ก็มีเด็กชายชาวเขาสองหน่อ มาเสนอตัวเป็นไกด์นำเที่ยวให้ จริงๆ แล้วใจมันก็ไม่ค่อยอยากได้ซักเท่าไหร่ เพราะเท่าที่ดู ทางมันก็เห็นๆ กันอยู่ว่าต้องเดินไปทางไหน - -'' แต่ไม่รู้อิท่าไหน น้องเค้าก็วิ่งๆ นำๆ เข้าไปซะแล้ว ก็เลย เลยตามเลย พวกเราก็เลยพากันเดินฝ่าความมืดด้วยกระบอกไฟฉายทั้งสิ้น 4 กระบอก รวมของน้องๆ เค้าด้วย ก็เดินกันไปเดินกันมา ผมก็เริ่มอาการ ร่างกายที่เคยฟิตเปรี๊ยะ วิดพื้นได้ 30 ทีรวด วิ่งได้หลายกิโลโดยที่ไม่เหนื่อย มาวันนี้ ยังไม่ทันถึงร้อยเมตรเลยมั้ง เริ่มออกอาการละ ตอนนั้นนี่เซ็งตัวเองตะหงิดๆ ยังไงก็ไม่รู้ - -'' แต่ก็เอาเถอะ ก็คิดซะว่าเดินรอเป็นเพื่อนเนยก็แล้วกัน ซึ่งมีพี่กุ่งคอยหิ้วปีก และหลังจากที่เห็นแบบนี้แล้วทำให้โล่งใจขึ้นเยอะ เพราะข้อมูลที่ได้จากมหาวิทยาลัยคิงคอลเกตนั้น บอกไว้ว่า เป็นเพราะสูง ทำให้บรรยากาศเบาบางยากแก่การหายใจ ซึ่งมีศัทพ์ทางวิชาการว่า Ying High ying cool ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามันไปหาคำศัพท์มาจากไหนนักหนา แต่ก็ช่างมันเถอะ พอพวกเราขึ้นมาถึงข้างบนนี้แล้ว ก็ยังคงมีแต่ลมและยังมืดอยู่ ก็เลยพากันเดินมาหาที่นั่ง รอดูพระอาทิตย์ขึ้น ก็นั่งกันไปซักพัก พอเริ่มมีแสงพระอาทิตย์เรืองๆ ขึ้นมา กู๋ก็ยื่นกล้องมาให้ โดยที่หารู้ไม่ว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ลองถ่ายรูปแสงอาทิตย์ ซึ่งปกติเคยถ่ายแต่แสงพระจันทร์ มางวดนี้ก็เลยได้ลองถ่ายดู เพราะรู้แต่ทฤษฏี ไม่เคยปฏิบัติเลย >_< ก็นั่งเก้ๆ กังๆ มึนๆอยู่กับกล้องกู๋อยู่พักนึง ลองมันหมด ทั้งยิงแฟลช ทั้งปรับ ISO ทั้งปรับรูรับแสง ปรับนู่นปรับนี่ จนลืมไปว่า ตัวกล้องนั้นยังไม่ได้ชาร์จแบตมาตั้งแต่เมื่อวาน แต่ก็ยังไม่รู้ตัว ยังคงลองนู่นลองนี่ไปเรื่อยๆ พอแสงพระอาทิตย์เริ่มแรงมากพอที่จะถ่ายรูปได้แล้ว ก็เลยจัดการโซโล่กดชัตเตอร์กระจายซะ ได้รูปสวยๆ มาเยอะเหมือนกัน แต่ก็ไม่รู้ว่าถ้าเอามาดูที่เครื่องคอมสีมันจะออกมาเป็นยังไง ตอนนี้ใจก็ยังลุ้นๆ อยู่ว่ามันจะเป็นยังไงน้อ ซึ่งช่วงนี้ผมก็กระหน่ำถ่ายไปเรื่อยๆ อย่างเมามัน จนมาถึงเวลาพระอาทิตย์ขึ้น กล้องกู๋ก็ขึ้นมาเตือนพร้อมๆ กับพระอาทิตย์เลยว่า "แบตกุหมดแล้วนะตัวเอง รีบๆ ถ่ายซะ" ผมก็เลยสนองมันซะ ฝืนถ่ายไปเรื่อยๆ ซึ่งตอนนี้กล้องของป้าก็ได้ถ่านก้อนใหม่มาแล้ว กลับมาฟิตปั่งถ่ายกระจายได้เช่นกัน
พอพระอาทิตย์เริ่มสูงขึ้นๆ คนก็ค่อยๆ หายไปทีละกลุ่ม แต่พวกเรายังคงอยู่ ยังถ่ายรูปกันอยู่ไปเรื่อยๆ ย้ายที่ทีละนิดๆๆๆ จนมาถึงจุดที่สามารถมองเห็นภูชี้ฟ้าได้อย่างเต็มๆ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว ผมว่ามันไม่เห็นจะชี้ฟ้าตรงไหน มันดูแล้วเหมือนภูทิ่มฟ้ามากกว่า จริงๆนะเนี่ยซีเรียสๆ พอถ่ายกระหน่ำกันจนหนำใจแล้วพวกเราก็ค่อยๆ กระดึ๊บๆ ถอยลงมาทีละเสต็ป ถอยทีถ่ายที ถอยทีถ่ายทีจนลงมาเกือบถึงข้างล่าง สิ่งที่ไม่ควรจะเกิดมันก็เกิดขึ้นจนได้ ซึ่งผมไม่เห็นแต่สาวๆ ทุกคนเหมือนจะเห็นกันหมดเลยว่า มีเด็กชาย 2 คนกำลังทำ.....(ขอละไว้ในฐานที่เข้าใจกัล) กันอยู่ ก็เล่นเอาต่อมม่วงกระจายกันไปตามๆ กันเฮ้อ = ='' และพวกเราก็เดินกันอยู่อีกไม่นานนัก ก็มาถึงด้านล่าง ก็แวะกันซื้อน้ำซื้อหนมกินๆ กันไป ในระหว่างที่รอรถขึ้นมารับกลับลงไปข้างล่าง พอรถมาถึง ก็เหมือนเดิมเลย ลุ้นๆ เสียวๆ กันไปตลอดทางอีกแล้ว ฝีมือการขับรถของลุงแกนี่สุดยอดจริงๆ = =''b ยกนิ้วเป้งให้เลยเอ้า พอมาถึงที่บ้านพัก ก็แยกย้ายกันไปทำภารกิจส่วนตัวกันไป แล้วก็มานอนรอรถของ(ว่าที่)แฟนของป้าขึ้นมารับ เพราะเห็นป้าบอกว่าเค้าจะมารับ ทุกคนก็เห็นดีด้วยจะได้ไม่เปลืองตังค่ารถตู้ที่จะขึ้นมารับลงไปข้างล่าง สรุปแล้วก็คือ ได้นั่งรถฟรี เย้ๆๆๆๆ ซึ่งรอกันนานมาก จนค่อยๆ หลับไปทีละคนสองคน เท่าที่เห็นก็คงมีป้าอยู่คนเดียวอ่ะมั้งที่ไม่ค่อยได้นอน เพราะดูเหมือนแฟนป้าจะขึ้นมาอีกทางแล้วบอกทางไม่ถูกเลยเกิดอาการหลงกันนิดหน่อย
และแล้ว ในที่สุด(ว่าที่)แฟนของป้าก็มา เย้ๆ ตอนแรกป้าบอกไม่ต้องขึ้นมาข้างบน เพราะทางมันชัน อันตราย แต่เขาก็ไม่กลัวเกรง ยังคงขับฟรอนเทียร์ขึ้นมาอย่างหน้าตาเฉย โอ้วแม่เจ้า พอขึ้นมาแระ พวกเราก็เอาของไปวางที่ท้ายรถ พร้อมกับยืนคุยกันนิดหน่อยว่า ที่หมายที่ต่อไปจะเป็นที่วัดร่องขุ่น พอตกลงสถานที่ได้ละ ก็มาถึงตำแหน่งที่นั่งซึ่งค่อนข้างมั่นใจว่าผมต้องได้นั่งหลังแน่นอน คุยกันไปคุยกันมาก็ได้ตามนี้ ป้า, พี่กุ่ง, ฟู นั่งอยู่ข้างหน้า ส่วน เนย, กู๋ แล้วก็ผม นั่งอยู่ด้านหลัง พอพร้อมกันหมดทุกคนแล้ว (เกือบลืมบอกไปว่า (ว่าที่)แฟนของป้านั้นชื่อพี่อู๋) พี่อู๋ก็พาพวกเราลงจากเขา ซึ่งสไตล์การขับรถของพี่อู๋นั้น มันส์จนน่าหวาดเสียวยิ่งนัก เหมือนกับพี่เค้าขับลงเขาด้วยความเร็ว 80km/h ซึ่งผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยคิงคอลเกตนั้นระบุไว้ว่า มันเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ไม่ควรที่จะเสี่ยงขับลงไปด้วยความเร็วแบบนั้น ซึ่งผลพวงจากการที่ขับด้วยความเร็วระดับนั้น จะทำให้เกิดอาการเมารถ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย ไม่เว้นแม้กระทั่งคนหน้าตาดีแบบผม คนที่ไม่ได้เป็นอะไรอย่างผมยังเริ่มอยากจะอ้วกตะหงิดๆ แล้วกู๋ล่ะ ฮ่าๆๆ ไม่เหลือครับเริ่มเลื้อยลงนอน และขอยาดมจากเนย ก็เท่ากับว่าเหลือเนยกับผม นั่งรถเอาลมตีหน้ากันไปเรื่อยๆ ซึ่งระหว่างทางผ่านทางแปลกๆ ที่ขามาไม่เจออยู่เส้นนึง แล้วตลอดทางก็ไม่คุ้นตาเลย พอมาถึงตรงนี้ เนยก็ล้มตัวลงนอนไปอีกคนแล้ว ไอ้เราก็อยากจะนอนเหมือนกัน แต่ไม่มีแอเรียให้ลง ถ้าเอียงซ้าย ก็หัวออกนอกรถอันตราย ถ้าเอียงขวาก็ตีลกู๋กับเนย ถ้าเอียงหลังก็น่ากลัว เดี๋ยวหงายร่วงลงไปท้ายกระบะ เอียงหน้าก็ไม่ได้กู๋นอนอยู่ ก็เลยไม่มีทางเลือก ต้องนั่งมีความสุขกับทรงผมที่ถูกเซ็ทด้วยลมอย่างไม่ขาดสาย ทำให้ได้ทรงใหม่ๆ มาเยอะดีเหมือนกัน ก็นั่งๆ ไปเรื่อยๆ แต่ก็เกิดสิ่งที่ไม่คาดฝันขึ้นอีกแล้ว ในระหว่างทางที่นั่งไปนั้นอยู่ๆ ก็เห็นป้ายที่ชี้ว่าไปน่านกับเชียงรายโผล่ขึ้นมา ก็เลยเกิดอาการตกใจว่า "ตกลงนี่กุไม่ได้อยู่ในเชียงรายหรอกเรอะ?" แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ก็นั่งต่อไปอีกซักพัก ก็เจออีกป้าย แต่คราวนี้เป็นป้ายบอกว่าเหลืออีก 6 กิโลจะถึงเชียงราย ก็ไม่ได้เอะใจอะไร แต่รู้สึกว่า เวลาช่วงนั้นผ่านไปช้ามากๆ ก็นั่งไปเรื่อยๆอีก โดยที่เพิ่งสังเกตว่าถึงในตัวเมืองแล้ว แต่วัดร่องขุ่น ตั้งอยู่ก่อนที่จะถึงตัวเมือง พอกู๋ตื่นก็ทักเลยว่า "เห้ย ตกลงนี่ไม่ได้ไปวัดร่องขุ่นกันแล้วหรือวะ?" ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่พี่กุ่งตื่นแล้วบอกทางกลับรถเพื่อกลับไปวัดร่องขุ่น พอถึงถนนใหญ่ กู๋ก็โทรถามพี่กุ่งว่าจะไปไหน ก็เห็นคุยกันเหมือนจะรู้เรื่อง แต่พอคุยเส็ดแล้วถามว่ามีอะไร กู๋ก็บอก "ไม่รู้เหมือนกัน ไม่รู้เรื่อง" พี่น้องคู่นี้นี่ยังไงกันแน่นิ - -'' คุยกันอิท่าไหน และในระหว่างทางที่ย้อนกลับไปวัดร่องขุ่นนี้นั่น สามหน่อด้านหลังก็พากันมานั่งขบคิดว่า เกิดอะไรขึ้น ทางลงภูทิ่มฟ้ามีทางเดียวไม่ใช่หรอ แล้วทำไมมันมาถึงตัวเมืองโดยที่ไม่เจอวัดร่องขุ่น ก็เกิดข้อสงสัยกันไปต่างๆ นาๆแต่ก็ช่างเถอะ เหอๆๆๆ
พอมาถึงวัดร่องขุ่น ทุกคนก็มุ่งหน้าเข้าสู่ร้าน "อีติ๊ก" ที่แสนจะร่ำลือกัน จำไม่ได้แล้วว่าทำไมถึงอยากไปกัน พอหาร้าน อีติ๊ก เจอแล้วก็เข้าไปนั่งกินข้าวกัน (เกือบลืมบอกไปอีกแล้วว่า อีติ๊ก นี่คือชื่อร้านขายข้าวที่อยู่ตรงข้ามกับวัดร่องขุ่น เริ่มง่วงเลยเริ่มลืม เบลอๆละ = ='') ทุกคนก็ต่างคนต่างสั่งนู่นสั่งนี้ ของกินที่ร้านนี้อร่อยทุกอย่างจริงๆ >__< กินแล้วแทบจะเบรคตัวเองไม่อยู่ พอกินกันเสร็จ ก็พากันเข้าไปที่วัด ซึ่งตัวผมเองก็อยากจะมาที่นี่มากอยู่แล้ว แต่ด้วยจำนวนคนที่เยอะจนยัวะเยี้ย ทำให้หมดอารมณ์ที่อยากจะถ่ายรูป ก็เลยกะไว้ว่าตอนซัก 2 ทุ่มจะยืมมอไซค์กู๋แล้วขับออกมาถ่ายรูปยามดึก สรุปตอนกลางวันก็เลยไม่ได้กดชัตเตอร์รูปเลยซักรูปเดียว ก็เดินกันนิดๆหน่อยๆ ก็พากันตรงดิ่งไปตรงจุดขายของที่ระลึก ไม่อยากบอกว่าพอมาถึงตรงนี้หมดไปทั้งสิ้น 2000 บาท =___='' ซื้อของฝากที่บ้านหมด เลยไม่มีตังซื้อของที่ตัวเองอยากได้เลยแต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวคงได้มาอีกรอบอยู่แล้ว ยังไงๆ ชาตินี้ก็ต้องมาถ่ายภาพตอนกลางคืนให้ได้สิน่า พอซื้อของฝากกันเสร็จหมด ก็เดินมารวมกันที่รถ พร้อมจะกลับบ้านกันละ แต่พอรถออกไปได้ซักพัก พวกที่นั่งข้างหน้าก็เปิดกระจกมาถามความเห็นว่าอยากไปน้ำตกมะ ไอ้ผมพอได้ยินคำว่าน้ำตก ก็เอาแล้ว ตอบรับไปโดยที่ไม่ต้องคิดทันที ซึ่งระหว่างทางก็วิเคราะห์นู่นวิเคราะห์นี่กันไปตลอดทาง ว่าพี่อู๋ขับมาพลาดตรงช่วงไหนของเชียงราย ... พอมาถึงน้ำตก ผมก็ไม่รอช้า เปลี่ยนเข้าสู่โหมดตะลุยน้ำตกทันที ถอดยีนส์วางกองไว้บนรถโลด เตรียมตัวกันเสร็จก็พากันเดินลงไปนั่งแช่ตีลในน้ำตกเล่น ตามประสาคนไม่ค่อยมีแรง ใช้แรงเดินมาทั้งวันตั้งแต่เช้า น้ำตกนี่ก็เป็นการพักผ่อนฝ่าตีลที่ใช้ได้เลยทีเดียว มีหินไว้นวดตีลเพียบ
ก็เล่นกันอยู่ตรงนั้นอยู่ไม่นานนัก ก็นั่งรถกลับกัน พอมาถึงบ้านกู๋ ก็หอบๆ ของขึ้นมาเอาไปเก็บไว้ที่บ้าน ส่วนพี่อู๋ก็แยกกลับบ้านไป และตอนที่กำลังนั่งพักอยู่ในห้อง ก็รู้สึกตัวได้ว่าโทรศัพท์ไม่ได้อยู่บริเวณนั้น ก็เลยพยายามหาอยู่ซักพัก หาทุกซอกทุกหลีบของกางเกงและกระเป๋า , เดินออกไปดูนอกบ้านก็ยังไม่มี เลยเกิดอาการปลงตก + เซ็งจิตขึ้นมา สำหรับในส่วนของอาการชนิดนี้ มหาวิทยาลัยคิงคอลเกต ได้ระบุไว้ว่ามันคืออาการเครียดที่เกิดจากโทรศัพท์หาย และยังต้องผ่อนลมต่อไปอีกจนหมด ทำให้ตอนนั้นเซ็งสุดขีดแต่ก็นะ พยายามทำตัวให้ดูเหมือนกับไม่เป็นอะไรมาก เพราะกลัวว่าถ้านั่งทำหน้าเซ็งเป็นตูดเป็ดไปแบบนี้ มันจะพาลเอาทรีปนี้กร่อยไปรึเปล่าก็ไม่รู้ เลยเลือกที่จะไม่แสดงออกอะไรมากมายจะดีกว่า เนาะ ว่ามะ? ก็นอนพักอยู่อีกซักพัก ก็ได้เวลากินข้าว เย็นนี้พิเศษหน่อย นั่นก็เพราะว่า แม่กู๋ทำสุกกี้ให้กิน เย้เย ก็เลยเดินออกมาช่วยเตรียมโต๊ะอะไรไป ซึ่งตอนนี้กู๋กับป้า นอนสลบอยู่ที่ห้อง ซึ่งเรียกยังไงก็ไม่ลุก (ฟูบอกมาแบบนี้อ่ะนะ) พอเตรียมของกันเสร็จพร้อมที่จะกิน พี่กุ่งก็เดินไปปลุกสองคนนี้อีกรอบ แต่ก็ไม่สำเร็จยังคงไม่ลุกอยู่เช่นเดิม พอสุกกี้พร้อมที่จะกิน พี่กุ่งก็เดินไปปลุกอีกรอบ แต่ก็ยังไมสำเร็จเช่นเดิม ครั้งนี้เลยเป็นหน้าที่ของฟูกับผม ที่จะเข้าไปปลุก สำเร็จปลุกได้ ด้วยเสียงป่วนจิต กู๋กับป้าก็งัวเงียๆ ลุกขึ้นมายอมมานั่งกินด้วยกันอย่างโดยดี พอกินกันอิ่มเสร็จสรรพ ก็ช่วยๆ กันเก็บโต๊ะ มีตรงนี้นี่แหละไม่รู้ว่าคิดไปเองรึเปล่า เหมือนทำอะไรก็ผิดไปซะทุกอย่าง (จิงมะ -___,-^) พอเก็บของกันเส็ดก็พากันเข้านอน เย้ คร่อก (To be Continue)
ปล. รู้สึกว่าจะลืมเขียนเรื่องที่เอาแผนที่มากางกันว่าวันนี้หลงไปไหนกันมามั่งแฮะ แต่ก็ช่างมันเต๊อะ จะนอนแระง้วงง่วง =__=''ดูไปดูมา สงสัยจะไม่จบในไตรภาคซะละ

Comment

Comment:

Tweet


อยากกินโก้ยว่ะแก...
ไปฉี่เป็นเพื่อนกุหน่อยจิ...
เทวดาของกุในนาทีนั้น หุหุหุ
#6 by FooFoo (124.121.137.72) At 2007-01-26 00:35,
อ่านแล้วเวียนหัวว่ะ เยอะเกิ๊น
เขียนซะหมดแล้วเพื่อนจะหากินยังไง
#5 by แฟนพี่อู๋ (124.121.140.18) At 2007-01-25 00:11,
เฮ้ย อับดีนนี้ตอนไหนไม่รู้เรื่องเลย = ="

เพิ่งกลับมาอ่าน

รู้สึกเช่นเดียวกันกับกู๋ว่าแกเซ้งจิตแต่แอบสะใจบวกสงสาร กร๊ากกร๊าก
#4 by noei1984 (61.90.249.211) At 2007-01-22 09:04,
กลายเป็นแฟนคลับบล็อกแกไปซะแล้วล่ะปั๊ม...จะบอกว่าคนที่ขับรถขึ้นภูน่ะ ไม่ใช่ลุงนะ (ถ้าเค้าเป็นลุง ชั้นก็ป้าน่ะสิ !?!) เอาเป็นว่า พี่จะไม่อัพสเปสละ ใครหลงเข้ามาในสเปสพี่ พี่ก็แปะลิงค์แกให้เค้าตามไปอ่านละกัน ฮ่าๆๆ (ทำไปแล้วด้วย)
#3 by Jikke (58.10.222.50) At 2007-01-21 18:45,
อ๊ะ.... จริงด้วย!
#2 by F_MaNiaC At 2007-01-20 14:26,
เริ่มสั้นลง!?
เฮ้ย ทำไมไม่บอกว่าตอนนั่งรถขึ้นภู แกเจอลิงด้วยวะ?? กุก็นั่นหันหลัง เห็นแต่ทางมืดๆเหมือนกัน กัวเจออะไรแปลกๆอ่ะนะ
ละก็ตอนขาเดินลงจากภู วินาทีที่ไม่ควรลืมก็คือ "สุดยอดดดดดดด" ที่ตะโกนกันง่ะ ได้ข่าวว่า มีคนตะโกนตามด้วยเรอะ ทำไมกุไม่ได้ยิน = ='
ตอนนั่งรถพี่อู๋ก็อีก นั่นแกเมารถแล้วเรอะ หน้าตาเหมือนอึดขนาดนั้น ฮ่าๆๆ ยาดงยาดมก็ไม่เอา นี่ถ้ากุไม่ป่วยนะ กุก็เมารถอยู่ดี (เอ๊ะ ยังไง)
ตอนไปเล่นน้ำตกนี่ หน้าตาแต่ละคนลั่นล้ามากมาย โดยเฉพาะฟูอ่ะ เพราะว่าคนที่ขอให้พี่อู๋จอดตรงนั่นก็คือฟู เพราะบริเวณนั้นมีเด็กม.ปลายเล่นอยู่ ฮ่าๆๆๆ พอพวกเราลงไปเล่นปุ้บ แม่งหนีกันหมด ฟูคงเซงแย่ ...
แต่ว่า ขอนับถือเลย ที่แกโยนหินอ่ะ ได้หลายเด้งเลย อยากทำได้มั่ง แต่ทำไม่เป็น
เออ ละก็ตอนที่แกทำโทสับหายอ่ะ ดูก็รุ้ว่าแกเซ็ง แต่ก็อุส่าปั้นหน้ายิ้มได้ ในใจกุก็คิดสมน้ำหน้า เฮ้ย ไม่ใช่ ก็สงสารอยู่แหละ ก๊ากๆๆ (?)
ว่าแต่ มิงอัพซะขนาดนี้ แล้วคนอื่นจะเขียนไรวะเนี่ย มิงเล่นเขียนซะหมดเลยง่ะ ไว้ว่างๆจะไปอัพเสปชตัวเองมั่ง เหอๆ
#1 by jikkoro (58.10.222.246) At 2007-01-20 14:01,